สวัสดีครับมิตรรักแฟน Indy
ผมห่างหายจากแป้นพิมพ์เรื่องของ...เรื่องไปนาน
หายไปเพราะไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร (ฮ่ะฮ่า)
วันนี้กลับมาก็มีเรื่องแล้วล่ะครับถึงได้มา ^_^
เรื่องคราวนี้อาจจะหม่นไปหน่อยแต่ก็ถอยออกจากความรู้สึก
..............................................................................................
เรื่องของ...เรื่องวันนี้ไม่ได้กระแนะกระแหนใครแต่อย่างใด แต่ถอยออกมาจากความรู้สึกของผมเองล้วนๆ (บทนี้ไม่มีผู้สนับสนุนอย่างเคย ฮ่ะฮ่า เพราะคิดไม่ทัน) เรื่องของ...เรื่องครานี้เห็นทีจะไม่ได้โยงจากก่อนนี้ที่เคยเขียนมาน่ะครับ แต่ว่าอาจจะเป็นจุดที่ผมเคยผ่านมาอย่างเคยชิน จนทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ที่จะเรียงร้อยให้คุณได้อ่าน เพราะมันคือสันดานอันดิบด้านของผมเองที่ไม่เคยจำ...
ผมว่าใครหลายคนก็น่าจะมีน่ะครับ กับการคาดหวังอะไรไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างมั่นใจ หากแต่สิ่งนั้นที่คุณหวังมันยังไม่ได้เกิดเลย แต่คุณได้มองข้ามขั้นไปนานแล้วว่า "ได้แน่ๆ" "ได้อยู่แล้ว" "ไม่มีปัญหาหรอก" ใช่ครับ! ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวังเช่นนั้น อยากได้ อยากมี ตามความรู้สึกในกิเลสอันหนาทึบที่อยู่ก้นบึ้งของหัวใจ ทั้งที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่คิดไหม เพียงเพราะเห็นโอกาศและคิดว่า "เชื่อเหอะยังไงมันก็ผ่านไปได้" โดยที่ไม่ได้สำรองความคิดว่า "แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นล่ะ ?"
ผมคงจะติดนิสัยเด็กๆมาอย่างมากมาย ที่เมื่ออยากจะได้อะไร ก็ทำตาวิงวอนอ้อนวอนขอจากพ่อแม่ โดยไม่ได้แคร์ว่าท่านจะเดือดเนื้อร้อนใจเพียงไหนกว่าจะหามาให้เราได้ "ไม่หรอก ตอนนั้นเราจะไปรู้ได้อย่างไรก็เรามันเด็ก" ใช่ครับ! ความเป็นเด็กมันยังพอให้อภัยต่อความรู้สึกที่ไร้เดียงสาได้อย่างมากมาย แต่ลองนึกดูซิครับว่า คนเราเมื่อล่วงเลยวัยเด็กมาแล้วอย่างยาวนาน พอต้องการอะไรสักอย่างแล้วใจมันดิ้นพล่านแทบไม่เป็นจังหวะ ว่า "อยากได้ๆ อยากมีๆ" แทนอาการตอนวัยเด็กที่ "ดิ้นพล่านลงกับพื้น แล้วร้องไห้" อันไหนมันน่าเห็นใจกว่า ?
สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้นมันคงเป็นนิสัยเด็กที่ยังคงตามมาราวกับเงา ที่ไม่เคยเสื่อมถอยเลย และไม่ได้คิดเผื่อไว้ด้วยน่ะ ว่าถ้าเราเอามาแล้วเราจะรักษามันได้ไหม แล้วถ้าเกิดปัญหามาแล้ว เราจะยังคงดำรงความเป็นวุฒิภาวะที่เราเรียกว่า "ผู้ใหญ่" ได้รึเปล่า ?
ครั้งหนึ่งที่ผมยังจำได้ ตอนผมอยู่ชั้นประถม ผมเป็นคนที่ชอบดูละคร แล้วในบทละครบ่อยครั้ง ที่มีฉากการจัดงานเลี้ยงวันเกิด ปาร์ตี้สังสรรค์ระหว่างเพื่อนพ้อง พี่น้องในครอบครัว ไอ้ผมเองก็อยากมีบ้าง รบเร้าให้แม่จัดให้จงได้ในวันเกิด ด้วยความเดียงสาไม่รู้ความ เว้าวอนจนพ่อและแม่จัดงานวันเกิดให้ที่บ้านยาย แล้วก็ดีใจเฮฮาตามประสาเด็ก (ฮ่ะฮ่า เด็กเหี้ย! ใครหลายคนอาจคิด) แล้ววันเกิดผมก็ผ่านไปด้วยความสุขสนุกสนานเป่าเค้กเริงสำราญ โดยที่ไม่รู้เลยว่าคราก่อนนั้น แม่เราจะต้องพบเจอกับอะไรมาบ้าง ?
และแล้วมาวันนี้เมื่อชีวิตผม ต้องมายืนด้วยตัวเองเพียงแค่ใจและความคิดเ่่ท่านั้น ผมก็ยังทำให้มันไร้สิ้นถึงคุณค่าไปอย่างไร้ความหมาย ด้วยความมั่นใจว่าผมจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้อย่างภาคภูมิ แต่แล้วภูมิคุ้มกันทางความคิดของผมเองก็ยังไม่เพียงพอ ด้วยความอยากได้ อยากมีไม่สิ้นสุด มันยังส่งผลทำให้ตัวผมเองนั้นไม่ได้หลุดไปจากวังวน ของความเป็นเด็กเลยแม้แต่น้อย (เด็กน้อยเอ๋ย เมื่อไร เจ้าจะโต ? )
ความอยากได้ อยากมี ของผมในวันนี้ ทำให้ผมได้รับรู้ว่า "น้ำตาในวัยเยาว์ มันไม่เขลาเท่า น้ำตาของผู้ใหญ่ ที่อยากได้ อยากมี โดยไม่มีความแน่นอน"
หากเรายอมรับความจริง...ทางออกก็เริ่มมี
ตอบลบหากเราแก้ไขแล้วทุกอย่างดีขึ้น...มันก็สร้างความแกร่ง
นี่แหละ...คือความรับผิดชอบ.....
ที่รับทั้งผิด...และชอบ..อย่างกล้าหาญ
ใช่..นิ่งเฉย..แล้วให้มันจางไป
เป็นกำลังใจให้...ก่อนจะโต.ต้องมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้
papboro
อ่าน..และ..คิดตาม..ทีละบรรทัด.จะเข้าใจ
ตอบลบpapboro
ขอบคุณครับ ^ ^
ตอบลบ