สวัสดีครับ ...

ยินดีต้อนรับ....สู่โสตประสาทความคิดของผมครับ
แนะนำติ/ชม กันได้น่ะครับ ... ดีร้ายยังไงช่วยบอกด้วยน่ะครับ

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรื่องของ ... เรื่อง 0.4

สวัสดีครับมิตรรักแฟน Indy
ผมห่างหายจากแป้นพิมพ์เรื่องของ...เรื่องไปนาน
หายไปเพราะไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร (ฮ่ะฮ่า)
วันนี้กลับมาก็มีเรื่องแล้วล่ะครับถึงได้มา ^_^
เรื่องคราวนี้อาจจะหม่นไปหน่อยแต่ก็ถอยออกจากความรู้สึก
..............................................................................................

     เรื่องของ...เรื่องวันนี้ไม่ได้กระแนะกระแหนใครแต่อย่างใด  แต่ถอยออกมาจากความรู้สึกของผมเองล้วนๆ (บทนี้ไม่มีผู้สนับสนุนอย่างเคย ฮ่ะฮ่า เพราะคิดไม่ทัน)  เรื่องของ...เรื่องครานี้เห็นทีจะไม่ได้โยงจากก่อนนี้ที่เคยเขียนมาน่ะครับ  แต่ว่าอาจจะเป็นจุดที่ผมเคยผ่านมาอย่างเคยชิน  จนทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ที่จะเรียงร้อยให้คุณได้อ่าน  เพราะมันคือสันดานอันดิบด้านของผมเองที่ไม่เคยจำ...

     ผมว่าใครหลายคนก็น่าจะมีน่ะครับ  กับการคาดหวังอะไรไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างมั่นใจ  หากแต่สิ่งนั้นที่คุณหวังมันยังไม่ได้เกิดเลย  แต่คุณได้มองข้ามขั้นไปนานแล้วว่า "ได้แน่ๆ" "ได้อยู่แล้ว" "ไม่มีปัญหาหรอก"  ใช่ครับ! ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวังเช่นนั้น  อยากได้ อยากมี  ตามความรู้สึกในกิเลสอันหนาทึบที่อยู่ก้นบึ้งของหัวใจ  ทั้งที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่คิดไหม  เพียงเพราะเห็นโอกาศและคิดว่า "เชื่อเหอะยังไงมันก็ผ่านไปได้"  โดยที่ไม่ได้สำรองความคิดว่า "แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นล่ะ ?"  

     ผมคงจะติดนิสัยเด็กๆมาอย่างมากมาย  ที่เมื่ออยากจะได้อะไร  ก็ทำตาวิงวอนอ้อนวอนขอจากพ่อแม่    โดยไม่ได้แคร์ว่าท่านจะเดือดเนื้อร้อนใจเพียงไหนกว่าจะหามาให้เราได้ "ไม่หรอก ตอนนั้นเราจะไปรู้ได้อย่างไรก็เรามันเด็ก" ใช่ครับ! ความเป็นเด็กมันยังพอให้อภัยต่อความรู้สึกที่ไร้เดียงสาได้อย่างมากมาย  แต่ลองนึกดูซิครับว่า  คนเราเมื่อล่วงเลยวัยเด็กมาแล้วอย่างยาวนาน  พอต้องการอะไรสักอย่างแล้วใจมันดิ้นพล่านแทบไม่เป็นจังหวะ ว่า "อยากได้ๆ อยากมีๆ"  แทนอาการตอนวัยเด็กที่ "ดิ้นพล่านลงกับพื้น แล้วร้องไห้"  อันไหนมันน่าเห็นใจกว่า ?

     สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้นมันคงเป็นนิสัยเด็กที่ยังคงตามมาราวกับเงา  ที่ไม่เคยเสื่อมถอยเลย  และไม่ได้คิดเผื่อไว้ด้วยน่ะ  ว่าถ้าเราเอามาแล้วเราจะรักษามันได้ไหม  แล้วถ้าเกิดปัญหามาแล้ว  เราจะยังคงดำรงความเป็นวุฒิภาวะที่เราเรียกว่า "ผู้ใหญ่" ได้รึเปล่า ?  

     ครั้งหนึ่งที่ผมยังจำได้  ตอนผมอยู่ชั้นประถม  ผมเป็นคนที่ชอบดูละคร  แล้วในบทละครบ่อยครั้ง  ที่มีฉากการจัดงานเลี้ยงวันเกิด  ปาร์ตี้สังสรรค์ระหว่างเพื่อนพ้อง  พี่น้องในครอบครัว  ไอ้ผมเองก็อยากมีบ้าง  รบเร้าให้แม่จัดให้จงได้ในวันเกิด  ด้วยความเดียงสาไม่รู้ความ  เว้าวอนจนพ่อและแม่จัดงานวันเกิดให้ที่บ้านยาย  แล้วก็ดีใจเฮฮาตามประสาเด็ก (ฮ่ะฮ่า  เด็กเหี้ย! ใครหลายคนอาจคิด)  แล้ววันเกิดผมก็ผ่านไปด้วยความสุขสนุกสนานเป่าเค้กเริงสำราญ  โดยที่ไม่รู้เลยว่าคราก่อนนั้น  แม่เราจะต้องพบเจอกับอะไรมาบ้าง ? 

    และแล้วมาวันนี้เมื่อชีวิตผม  ต้องมายืนด้วยตัวเองเพียงแค่ใจและความคิดเ่่ท่านั้น  ผมก็ยังทำให้มันไร้สิ้นถึงคุณค่าไปอย่างไร้ความหมาย  ด้วยความมั่นใจว่าผมจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้อย่างภาคภูมิ  แต่แล้วภูมิคุ้มกันทางความคิดของผมเองก็ยังไม่เพียงพอ  ด้วยความอยากได้ อยากมีไม่สิ้นสุด  มันยังส่งผลทำให้ตัวผมเองนั้นไม่ได้หลุดไปจากวังวน  ของความเป็นเด็กเลยแม้แต่น้อย  (เด็กน้อยเอ๋ย  เมื่อไร  เจ้าจะโต ? ) 

     ความอยากได้  อยากมี  ของผมในวันนี้  ทำให้ผมได้รับรู้ว่า  "น้ำตาในวัยเยาว์  มันไม่เขลาเท่า  น้ำตาของผู้ใหญ่  ที่อยากได้ อยากมี  โดยไม่มีความแน่นอน"