สวัสดีครับ ...

ยินดีต้อนรับ....สู่โสตประสาทความคิดของผมครับ
แนะนำติ/ชม กันได้น่ะครับ ... ดีร้ายยังไงช่วยบอกด้วยน่ะครับ

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรื่องของ ... เรื่อง 0.4

สวัสดีครับมิตรรักแฟน Indy
ผมห่างหายจากแป้นพิมพ์เรื่องของ...เรื่องไปนาน
หายไปเพราะไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร (ฮ่ะฮ่า)
วันนี้กลับมาก็มีเรื่องแล้วล่ะครับถึงได้มา ^_^
เรื่องคราวนี้อาจจะหม่นไปหน่อยแต่ก็ถอยออกจากความรู้สึก
..............................................................................................

     เรื่องของ...เรื่องวันนี้ไม่ได้กระแนะกระแหนใครแต่อย่างใด  แต่ถอยออกมาจากความรู้สึกของผมเองล้วนๆ (บทนี้ไม่มีผู้สนับสนุนอย่างเคย ฮ่ะฮ่า เพราะคิดไม่ทัน)  เรื่องของ...เรื่องครานี้เห็นทีจะไม่ได้โยงจากก่อนนี้ที่เคยเขียนมาน่ะครับ  แต่ว่าอาจจะเป็นจุดที่ผมเคยผ่านมาอย่างเคยชิน  จนทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ที่จะเรียงร้อยให้คุณได้อ่าน  เพราะมันคือสันดานอันดิบด้านของผมเองที่ไม่เคยจำ...

     ผมว่าใครหลายคนก็น่าจะมีน่ะครับ  กับการคาดหวังอะไรไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างมั่นใจ  หากแต่สิ่งนั้นที่คุณหวังมันยังไม่ได้เกิดเลย  แต่คุณได้มองข้ามขั้นไปนานแล้วว่า "ได้แน่ๆ" "ได้อยู่แล้ว" "ไม่มีปัญหาหรอก"  ใช่ครับ! ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวังเช่นนั้น  อยากได้ อยากมี  ตามความรู้สึกในกิเลสอันหนาทึบที่อยู่ก้นบึ้งของหัวใจ  ทั้งที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่คิดไหม  เพียงเพราะเห็นโอกาศและคิดว่า "เชื่อเหอะยังไงมันก็ผ่านไปได้"  โดยที่ไม่ได้สำรองความคิดว่า "แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นล่ะ ?"  

     ผมคงจะติดนิสัยเด็กๆมาอย่างมากมาย  ที่เมื่ออยากจะได้อะไร  ก็ทำตาวิงวอนอ้อนวอนขอจากพ่อแม่    โดยไม่ได้แคร์ว่าท่านจะเดือดเนื้อร้อนใจเพียงไหนกว่าจะหามาให้เราได้ "ไม่หรอก ตอนนั้นเราจะไปรู้ได้อย่างไรก็เรามันเด็ก" ใช่ครับ! ความเป็นเด็กมันยังพอให้อภัยต่อความรู้สึกที่ไร้เดียงสาได้อย่างมากมาย  แต่ลองนึกดูซิครับว่า  คนเราเมื่อล่วงเลยวัยเด็กมาแล้วอย่างยาวนาน  พอต้องการอะไรสักอย่างแล้วใจมันดิ้นพล่านแทบไม่เป็นจังหวะ ว่า "อยากได้ๆ อยากมีๆ"  แทนอาการตอนวัยเด็กที่ "ดิ้นพล่านลงกับพื้น แล้วร้องไห้"  อันไหนมันน่าเห็นใจกว่า ?

     สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้นมันคงเป็นนิสัยเด็กที่ยังคงตามมาราวกับเงา  ที่ไม่เคยเสื่อมถอยเลย  และไม่ได้คิดเผื่อไว้ด้วยน่ะ  ว่าถ้าเราเอามาแล้วเราจะรักษามันได้ไหม  แล้วถ้าเกิดปัญหามาแล้ว  เราจะยังคงดำรงความเป็นวุฒิภาวะที่เราเรียกว่า "ผู้ใหญ่" ได้รึเปล่า ?  

     ครั้งหนึ่งที่ผมยังจำได้  ตอนผมอยู่ชั้นประถม  ผมเป็นคนที่ชอบดูละคร  แล้วในบทละครบ่อยครั้ง  ที่มีฉากการจัดงานเลี้ยงวันเกิด  ปาร์ตี้สังสรรค์ระหว่างเพื่อนพ้อง  พี่น้องในครอบครัว  ไอ้ผมเองก็อยากมีบ้าง  รบเร้าให้แม่จัดให้จงได้ในวันเกิด  ด้วยความเดียงสาไม่รู้ความ  เว้าวอนจนพ่อและแม่จัดงานวันเกิดให้ที่บ้านยาย  แล้วก็ดีใจเฮฮาตามประสาเด็ก (ฮ่ะฮ่า  เด็กเหี้ย! ใครหลายคนอาจคิด)  แล้ววันเกิดผมก็ผ่านไปด้วยความสุขสนุกสนานเป่าเค้กเริงสำราญ  โดยที่ไม่รู้เลยว่าคราก่อนนั้น  แม่เราจะต้องพบเจอกับอะไรมาบ้าง ? 

    และแล้วมาวันนี้เมื่อชีวิตผม  ต้องมายืนด้วยตัวเองเพียงแค่ใจและความคิดเ่่ท่านั้น  ผมก็ยังทำให้มันไร้สิ้นถึงคุณค่าไปอย่างไร้ความหมาย  ด้วยความมั่นใจว่าผมจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้อย่างภาคภูมิ  แต่แล้วภูมิคุ้มกันทางความคิดของผมเองก็ยังไม่เพียงพอ  ด้วยความอยากได้ อยากมีไม่สิ้นสุด  มันยังส่งผลทำให้ตัวผมเองนั้นไม่ได้หลุดไปจากวังวน  ของความเป็นเด็กเลยแม้แต่น้อย  (เด็กน้อยเอ๋ย  เมื่อไร  เจ้าจะโต ? ) 

     ความอยากได้  อยากมี  ของผมในวันนี้  ทำให้ผมได้รับรู้ว่า  "น้ำตาในวัยเยาว์  มันไม่เขลาเท่า  น้ำตาของผู้ใหญ่  ที่อยากได้ อยากมี  โดยไม่มีความแน่นอน"

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

เรื่องของ ... เรื่อง 0.3

สวัสดีเพื่อนพ้องพี่น้อง Indy ครับ"อยากบอกว่าคิดถึงมากมาย"
ห่างหายไปหลายวันไม่ได้ไปไหนไกล
(แค่ไปเชียร์สามสาวอยู่สีลม 555+)
จะบ้าเหรอ !
เป็นที่ฮือฮามากน่ะครับสำหรับเด็กสาวสามคน(ไม่เด็กมั้ง)ที่คะนองคึกตามเสียงเชียร์
ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นแต่ก็เกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้เพราะอะไร?
ไม่ได้จะขอร้องให้ฝ่ายไหนช่วยกันแก้(เพราะพวกเธอแก้ไปแล้ว ...อิอิ)
หากเพียงแต่"มะเร็งเอายาแดงทาคงไม่หาย"
อุ้ย! เยอะ พูดแล้วจี๊ด
.................................................................................................


     เข้าเรื่องของ...เรื่องดีกว่าครับ (เลยเถิดมาเยอะเกิน 555+) ก็ผ่านไปแล้ว 2 ช่วง 2 อารมณ์ที่ต่างกันแล้วน่ะครับ มาถึงในช่วงนี้ดีกว่าครับกับชีวิตเด็กน้อยชั้นประถมที่ผ่านมาเนิ่นนาน แต่กาลเวลาก็ไม่ได้ทำให้เขาลืม หากแต่มันยังตราตรึงตอกลึกมาจนถึงทุกวันนี้(ลักษณะคล้ายๆเหมือนโดนกระทำชำเราแล้วมาฟ้องมูลนิธิอะไรสักอย่างเลย 555+) 


ไม่ต่างจากตอนก่อนๆ เริ่มเลยครับ
จินตนาการกันก่อนครับ คราวนี้ให้คุณคิดจินตนาการว่า
นั่งดูข่าวทางฟรีทีวี ที่มีผู้สื่อข่าวเจาะประเด็นร้อนๆ(สีลมโคตรร้อน)ให้ฟัง
ตัววิ่งราคาหุ้นอยู่ด้านข้าง ส่วนตัวนิ่งด้านล่างคือ SMS แสดงความคิดเห็น
(SMS ระบายอารมณ์ก็ได้น่ะไม่ว่ากัน ฮ่ะฮ่า)

เอามาเริ่มกันเลย


ช่วงที่ 3.สนับสนุนโดยเครื่องสำอาง ตราช้างขี่แรด เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี เมคอัพที่มั่นคง (สร้างภาพแก่สังคมไทย)  เสนอช่วง>>> 


ช่วงเย็นๆ...ที่ยากเย็นเข็ญใจ

อีกและ! เด็กหนอเด็กจะอะไรมากมายกับชีวิตที่ผ่านมา
(หลายคนคิดอย่างนั้น)

     แต่ผมว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะเคยเกิดกับคุณมาแล้วก็ได้ครับ ผมก็ไม่รู้ว่าเหมือนรึเปล่าแต่ชีวิตของเจ้าเด็กน้อยอย่างผม ที่ผ่านมามันเป็นอย่างนี้ครับ ช่วงชั้นประถมศึกษาในตอนเย็นๆ ใกล้เลิกเรียน หลายคนดีใจและจดจ่อกับสิ่งที่อยากจะทำมากมายหลังเลิกเรียน เช่น เป่ากบ โยนลูกแก้ว ซ่อนหา ไล่จับ กระโดดเชือก

 (เชยว่ะ! เสียงสอดแทรกเข้ามาในโสตประสาทหู)

      คำอุทานของใครหลายๆคนที่เคยพบเจอแต่กับการ ไล่ยิงกันใน World wide / Say hi ในแชทรูม /ซูมส่องใน Wab cam  ต่างกันครับต่างกันโดยสิ้นเชิงในส่วนของกิจกรรมที่จะทำหลังเลิกเรียน  แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือ ความต่างของเวลา หากแต่ว่าสิ่งที่ผมพบเจอเมื่อคราเด็ก ยังคงหมุนตามมากับกาลเวลาโลกในปัจจุบันที่แลดูซ้ำเติมสังคมเกินไปไหม ก็ไม่รู้ ???

มันเป็นคำถามอยู่ในใจของเด็กน้อยมาตลอดว่า
"ทำไมก่อนเลิกเรียนต้องมาท่องสูตรคูณก่อนกลับ"
คิดบวกไว้ก่อนในตอนนี้ ทั้งที่ทำนองการท่องในตอนนั้น ก็ต่างกันไป 
(ของผมท่องแบบแร๊ป55+) 
เพราะเพื่อจรรโลงสังคมให้แลดูเป็นระเบียบอย่างตัวเลขที่เขียนไว้กระนั้นหรือ
(อาจใช่! ใช่ๆ ต้องใช่แน่ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก  ต้องให้เธอแก้ ??? เพลงซะงั้น)

ในขณะที่ท่องสูตรคูณอย่างเมามัน ของเด็กน้อยในทำนองแร๊ป โย่ว!
ก็มีผู้ปกครองมายืนรออมยิ้มอย่างภูมิใจ ที่หน้าประตูเพื่อรอรับลูกของตน
(อีกทั้งบางคนยังก่นด่าไอ้เด็กเวร! ที่ท่องแร๊ปอยู่ในใจ เพราะไม่ใช่ลูกฉัน 555+)

     ยังครับยังไม่หมดที่สงสัยมันไม่ใช่แค่สูตรคูณที่ต้องท่องหลังเลิกเรียน ยังมีเพลงครับเพลงที่ให้ร้องอยู่กันบ่อยครั้งหลังเลิกเรียนเพื่อปลูกฝังเด็กๆให้เป็นคนดีของสังคม เพลงอะไรเอ๋ย???? จำชื่อเพลงไม่ได้ครับ ไม่แน่ใจ แต่เนื้อร้องมันมีอย่างนี้ครับ

เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน(ซ้ำ)

1 นับถือศาสนา

2 รักษาธรรมเนียมมั่น

3 เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์

4 วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน

5 ยึดมั่นกตัญญู

6 เป็นผู้รู้เรื่องการงาน

7ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่นไม่เกียจไม่คร้าน

8 รู้จักออมประหยัด

9 ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญให้เหมาะกับการสมัยชาติพัฒนา

10 ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้ บาปบุญ คุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา

เด็กสมัยชาติพัฒนาจะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ+


ปรบมือครับ ขอเสียงปรบมือหน่อยครับ

ขอบคุณครับขอบคุณมากครับ

ที่สอนให้พวกเราได้แค่ท่องในบทเพลงนี้

ขอบคุณครับที่ไม่เคยบอกเล่าว่าสังคมที่แท้จริงมันไม่ได้เหมือนอย่างในบทเพลง

แต่มันเป็นหน้าที่ที่พวกเราต้องทำ

นั้นคือการท่องจำในบทเรียนของเด็กไทยและก้าวไปสู่สังคมที่เกินจริงจากการท่องจำ






วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

เรื่องของ ... เรื่อง 0.2

ขอขอบคุณทุกคนน่ะครับที่ให้การตอบรับผมเป็นอย่างดี 
อย่างที่คาดคิดไม่ถึงเลยจริงๆ
ผมอยากจะบอกว่า "Indy love you."

    เรามาต่อกัันที่ค้างไว้ในเรื่องของ...เรื่องตอนที่แล้วกันน่ะครับ ตอนก่อนผมเข้าเรื่องไว้ว่า ผมในวัยที่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา มี 3 ช่วงเวลาและ 3 ช่วงความรู้สึก ที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง ในช่วงแรก คือช่วง "ช่วงเช้าในความรู้สึกที่สุดแสนจะวุ่นวาย" แล้วก็ทิ้งช่วงหายไปหลายวัน ไม่ใช่อะไรครับ ...ยังหาสปอทเข้ารายการไม่ได้ 555+ (มุข ...เผื่อขำ???มั้ง) มาครับนอกเรื่องมาเยอะเข้าเรื่องกัน...

เหมือนเดิมครับจินตนาการกันก่อนครับ
ตอนที่แล้ว ผมให้จินตนาการตามว่า คุณได้อยู่ในรายการเกมส์โชว์ทางฟรีทีวี
ตอนนี้ ให้คุณจินตนาการว่า คุณได้มีกล้องตามติดตัวท่าน ประนึ่งเงาที่อยู่ด้วยกันกับคุณมาตั้งแต่เกิด
(ไม่ใช่รายการที่ มีป้ายไฟเขียนชื่อ ชูไปโบกมาน่ะ)
ใช่แล้วครับ ผมหมายถึง รายการเรียลลิตี้โชว์นั้นเอง

ช่วงที่ 2.สนับสนุนโดย เครื่องดื่มชูกำลัง จิ้งหรีดคลั่ง เพื่อเสียงกรี๊ด(ดารา)อย่างมีคุณภาพ 
เสนอช่วง>>>

ก่อนเที่ยง...ที่เลี่ยงไม่ได้


     เอาล่ะซิ มาแปลกอีกแล้วไอ้เด็กนี่ ! หลายคนอาจคิดอย่างนั้น 
 แต่สำหรับผมในช่วงที่ผมเรียนอยู่ประถมศึกษานั้น ช่วงก่อนเที่ยง เป็นอะไรที่
  
{กล้องเจาะเข้ามาที่ใบหน้าเพื่อให้เห็นอาการอย่างชัดเจน}

   เฮ้ย ! หิวจะตายอยู่แล้ว!! ...ใช่ครับ ผมเชื่อว่าเด็กๆหลายๆคน หากทางครอบครัวได้เลี้ยงดูมาอย่างถูกสุขลักษณะ  อาหารครบ 3 มื้อ (แต่ผมเกิน 555+) เป็นธรรมดาครับที่จะต้องหิว  แต่ก็ยังกินไม่ได้ครับเพราะเรียนอยู่ เราก็ได้แต่นั่งนับเวลาถอยหลัง 

{กล้องตัดเข้ามาที่นาฬิกาซึ่งแขวนอยู่บนกระดานดำ} 

มองตามเข็มเดินหมุนเป็นวงกลม รอบแล้วรอบเล่า  และแล้ววินาทีที่เรารอคอยก็มาถึง  
10 นาทีสุดท้ายของชั่วโมงเรียน

{กล้องตัดเจาะเข้ามาตรงมือ ที่กำลังจับดินสอเคาะโต๊ะ ตามจังหวะเดินของนาฬิกา}
  
(ไอ้เด็กเวร! อาจารย์สอนอยู่นั่งคิดแต่จะกิน <<<นี่คือความคิดคุณ ผมได้ยิน 555+) 

...เพราะใจมันโคตรหิว

หรือแท้ที่จริงแล้วบทเรียนที่อาจารย์กำลังสอนนั้น มันน่าเบื่อ! 

เพราะอะไรน่ะ???
  
ขอโทษน่ะครับอาจารย์ครับ(บางคนน่ะ) ผมจะมาเรียนไม่ใช่จะมานั่งฟังว่า

{กล้องจับภาพกว้างไปที่อาจารย์}

อาจารย์ไปเที่ยวที่นั้นมา สนุกมากเลย (ที่ไหนค่ะอาจารย์)

{กล้องเจาะภาพไปที่เด็กผู้หญิงแว่นหนา ผมติ่ง* บานออกข้าง}.

<<<เป็นเสียงเล็กๆที่ดังมาจากโต๊ะหน้า ที่น้ำลายอันฟูฟ่องของอาจาย์ (บางคน)

มาพ่นรดด้วยเรื่องเล่าที่อาจารย์ได้พบเจอมา... 

ไปกันหลายคน อาจารย์นั้นด้วยน่ะ กินโน่นด้วย ซื้อนี่มา ใครอยากได้บ้างเอ๋ย ... 

     แล้วกันครับ ... นี่แหละครับสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในยามเที่ยงของผม ... มันแย่มากสำหรับเด็กคนนึงที่ต้องมาทนฟังอะไรก็ไม่รู้  หรือว่าเป็นเทคนิคในการสอน ? .... ใช่ๆ เราต้องมองในแง่บวก  เพราะตอนนั้นเรายังเด็กมาก  ไม่รู้ประสีประสา ....
   
{กล้องตัดสลับ อาจารย์/นักเรียน/นาฬิกา ตามจังหวะการเดินของนาฬิกา}

กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงง เสียงสัญญาณยาว
    นั่นคือเสียงสวรรค์ที่บ่งบอกว่าหมดคาบเรียนแล้ว  และเราก็จะได้กินข้าวกันสักที แต่แล้วสวรรค์ของเด็กน้อยที่เห็นอยู่รำไรต้องเลือนหายจากไปชั่วขณะ เมื่อเสียงเรียบง่ายและหวานหยดย้อย ปานจะกรีดใจบางๆของใครหลายๆคน ให้ขาดลงได้ของอาจารย์(บางคน)

{กล้องเจาะไปที่ปากของอาจารย์}

อ่ะ ... นักเรียนขอเวลาอีกแปปน่ะค่ะ  ยังไงๆเดี่ยวนักเรียนไปโรงอาหารก็คิวยาวอยู่แล้ว ...
เดี่ยวอาจารย์จะช่วยผ่อนเวลาไม่ต้องไปต่อคิวยาวน่ะค่ะ ...
เอาเปิด หน้า 55 ค่ะ บทที่ 5 น่ะค่ะ 
แล้วกันครับอาจารย์(บางคน) เวลาผ่านมา 55 นาที ไม่มีเนื้อหาเลย 
เหลือ 5 นาทีสุดท้าย กับอีก 5 นาทีหลังหมดคาบ
มันช่างเป็นช่วงเวลาสอน ... ที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ(เหรอ) สำหรับอาจารย์(บางคน)

{กล้องตัดกลับมาที่ ...ตัวคุณ}

*หมายเหตุ  - *ผมติ่ง คือผมทรงนักเรียนผู้หญิงที่ต้องตัดขึ้นมาให้เลยเห็นติ่งหู เพื่อความมีระเบียบวินัยในโรงเรียนและสังคม(เพื่อสังคมด้วยน่ะครับทรงผม)


วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรื่องของ ... เรื่อง 0.1

เริ่มต้นยังไงดีอ่ะ! 555+ เอาเป็นว่า...
"ขอบคุณมากๆครับ  ที่สละเวลาอันสุดแสนจะมีค่าของคุณ
เข้ามาอ่านอะไรก็ไม่รู้  ที่ผมเขียนขึ้นมา"
จากใจ...Indy
......................................................................................................................

เรื่องของ ... เรื่อง  "ชีวิตมันควรเป็นอย่างไร"
ควรจะเป็นอย่างใจคิด
หรือ
ควรจะเป็นไปตามหน้าที่

คราวนี้ก็ถึงคิวควรจะเป็นไปตามหน้าที่...


   ควรจะเป็นไปตามหน้าที่ ? - มันก็ยังเหมือนเดิม  ก็เกิดเป็นคำถามขึ้นมาอีกแล้ว  ว่ามันเป็นอย่างไร ?  ในความคิดของผมความหมายของคำว่าหน้าที่  คือ " กิน "  555+ ล้อเล่น  เอาจริงๆผมก็ยังไม่รู้หรอกครับ  ว่าความหมายของคำว่าหน้าที่  แท้จริงแล้วมันแปลว่าอะไร ... คงต้องย้อนกลับไปสมัยเด็กๆเลยน่ะครับ  เพราะผมก็อยากรู้ว่าสิ่งที่ผมต้องทำหรือพบเห็น  ตั้งแต่เด็กๆนั้นมันคือหน้าที่รึเปล่า ? ผมไม่แน่ใจน่ะว่ามันคือหน้าที่หรือไม่  รู้แต่เพียงว่า "มันต้องทำ(เหรอ)"

   ย้อนมาวัยเด็กน่ะครับ  ขอย้ำอีกครั้งน่ะครับว่าวัยเด็ก  กลอเมมโมรี่ความทรงจำของคุณไปพร้อมๆกันกับผมก็ได้น่ะ  ในวัยเด็กของผมช่างเป็นช่วงวัยที่สงสัยอะไรหลายๆอย่าง  แบบว่าสงสัยใคร่รู้ในสิ่งที่คิดว่า "ทำไมต้องเป็นแบบนี้น่ะ" (ส่วนเรื่องเนื้อหาทางการศึกษา 555+ ค่อยว่ากัน)  ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา  มันจะมีสามช่วงเวลาและสามช่วงความรู้สึก  ที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง ...

จินตนาการว่าคุณกำลังดูรายการเกมส์โชว์อะไรก็ได้ทางฟรีทีวีสักรายการนึง
(เอาที่เรตติ้งดีน่ะครับ ...เนื้อหาสาระไม่ต้อง)

    ช่วงที่ .1สนับสนุนโดยกล้วยทอดป้าปริก (ขอร้องไปยังป้าปริกถ้ามีชีวิตอยู่จริงๆ และขายกล้วยทอดอยู่จริงๆ อย่าฟ้องร้องผมน่ะครับ  555+)...เสนอช่วง>>> 

ช่วงเช้าในความรู้สึก...ที่สุดแสนจะวุ่นวาย 


     เอะ! ตอนเช้า  อันที่จริงก็ต้องเป็นช่วงเวลาที่สดชื่นและสดใสซิ  แต่สำหรับผมในช่วงเวลานี้  เปล่าเลย!  มันช่างเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุด เท่าที่เด็กคนนึงในขณะนั้นจะรู้สึกได้... เพราะอะไร?  ช่วงเวลาที่ผมกำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษานั้น  ผมและครอบครัวอาศัยอยู่บ้านเช่า2 ชั้นอยู่ในตัวเมือง ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกับตลาดสดเท่าไรนัก  คงไม่ต้องบรรยายน่ะครับว่า มันจะวุ่นวายขนาดไหน แต่ผมว่ามันก็ไม่วุ่นวายเท่ากับบริเวณหน้าโรงเรียนได้อีกแล้ว    ซึ่งมันอาจเป็นปรากฏการณ์ ที่ปัจจุบันยังพบเห็นได้อยู่ โดยเฉพาะโรงเรียนในตัวเมือง ซึ่งจะแออัดยัดเยียดไปด้วยความหวังดีและห่วงใยของพ่อแม่ที่มีต่อลูก(เหรอ) ที่มาจากทั่วทุกสารทิศ และเกือบจะทุกประเภทเท่าที่มีขายในท้องตลาด>>>(เอะ! ความหวังดีและความห่วงใยเค้ามีขายในท้องตลาดด้วยรึนี่???)>>> มาทำความเข้าใจกัน

  อันที่จริงดีน่ะครับที่พ่อแม่มาส่งลูกเพื่อไปเรียน

 แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ผมดูแล้วมันรู้สึกว่า เฮ้ย! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ว่ะ

 เป็นเพราะเราต้องมาโรงเรียนเองเหรอ ?  มันก็ไม่น่ะ 

อาจจะน้อยใจ...ที่พ่อแม่ต้องทำงานไม่ค่อยได้มีเวลามาส่งผมไปโรงเรียน 

แต่ผมก็ดีใจน่ะครับที่พ่อแม่ผมไม่ได้มาส่ง...เพราะถ้าท่านมาส่งผม

 ผมก็อาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่า

"เป็นวงจรแห่งการทำลายบรรยากาศยามเช้าไปเลยก็ได้"

?????????????????? 


 เสียงกรีดร้อง...จะเป็นจะตายที่ไม่อยากออกไปจากอ้อมอกพ่อแม่

  เสียงนกหวีด...ของคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ที่คอยเป่าบ่งบอกว่าห้ามจอดและโบกมือไล่

 เสียงตะโกนด่า...ของรถคันหลังที่มีต่อรถคันข้างหน้า

"เนื่องจากลูกผู้ซึ่งเป็นที่รักไม่ยอมลงจากรถ"

  เสียงแตร... รถรับส่งนักเรียนที่จะเข้าจอดป้ายประจำทาง

"ซึ่งรถคันนั้นที่ลูกน้อยยังไม่ยอมลงจากรถ"

และ....สายตามากมายหลากหลายคู่

ที่กำลังจ้องมองดูมาที่"รถของเด็กน้อย"


ผมต้องขอขอบพระคุณ...พ่อและแม่ผมจริงๆ

ที่ไม่ทำให้ผมกลายเป็นห่วงโซ่ทางอารมณ์อันร้อนรุ่มเหล่านี้
..................................................................................................................................         

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรื่องของ ... เรื่อง

เรื่องของ ... เรื่อง  "ชีวิตมันควรเป็นอย่างไร"
ควรจะเป็นอย่างใจคิด
หรือ
ควรจะเป็นไปตามหน้าที่
แล้วยังไงล่ะ...
   ควรจะเป็นอย่างใจคิด ...เป็นอย่างไร - จะเป็นยังไงนะ? (เกิดเป็นคำถามขึ้นมาในใจ) >>> ก็คิดอะไร อยากทำอะไรเราก็ทำ ทำไปตามที่ใจเราต้องการ  ตัวอย่าง ...เฮ้ย ! ง่วงอยากนอน  หิวอะ ! กินดีกว่า  เื่บื่อว่ะ ! เที่ยวเฮอะ ...  
    ก็ดีเหมือนกันน่ะเป็นแบบนี้   "หิว...กิน/ง่วง...นอน/เบื่อ...เที่ยว"   เฟี้ยวได้ตามความใคร่อยากในทุกสถานการณ์ ...แล้วเราใช้ชีวิตอย่างนี้ได้เพราะเราเป็นเศรษฐี พันล้านเหรอ ????  ชีวิตโคตรเท่เลยยยยย ... อย่างกับหนังอย่างกับละคร เป็นพระเอกหรือนางเอก  นึกอยากจะโรแมนติกขับรถเปิดปะทุนท่ามกลางแดดอันร้อนฉ่า 5555+ (สงสัยผิวหนังชั้นนอกของคู่พระนางจะติดฟ่าพนังกันความร้อน)  หิวจัด ... เข้าภัตตาคารเริ่ดหรู อาหารมาจานล่ะคำ (ว้าววววอิ่ม)  ท่ามกลางภาวะโลกโคตรร้อน  แล้วเราก็นอนห่มผ้าตากแอร์   ในอุณภูมิ 25 องศา ที่เค้าบอกปาวๆว่าประหยัดไฟ (เค้าในที่นี้ผมก็ไม่รู้ว่าใครแต่...เค้ามีบทบาทในชีวิตของใครหลายๆคนมากกกกก)>>> เจ๋งอ่ะ ถ้าชีวิตเป็นอย่างนี้     
    เท่มากครับ  ถ้าชีวิตเป็นอย่างนี้  แล้วลองหวนคิดดูซิครับกับสิ่งที่คุณมีกับสิ่งที่คุณเป็นอยู่ ????? (มันคือประโยคคำถามควรใส่ ? ให้เยอะ)  5555+ ตอนนี้คุณคงคิดล่ะซิว่า "เอะ !ไอ้นี้...พูดอย่างนี้เอ็งเป็นใครว่ะ"  "เฮ้ย ! พ่อแม่ กู/ฉัน/เรา/ข้าพเจ้า ... ยังไม่ว่าไรเลย"
     ***เปล่าน่ะครับ ... ที่ผมกล่าวมาผมไม่ได้ด่าว่า หรือจะเอาตัวเองเป็นอาจารย์เพื่อสอนใคร ....หากแต่ว่ามันเป็นข้อสงสัยและความใคร่อยากอย่างกระหายของผมเองที่  อยากมี/อยากได้/อยากเป็น ....สิ่งเหล่านี้มันได้เข้ามาอยู่ ในสันดารความคิดของผม มานมนานตั้งแต่เล็กจนโต >>> เพราะอะไรผมก็ไม่รู้แต่รู้ว่า กูต้องเป็นเยี่ยงนั้นเยี่ยงนี้ให้ได้ ... แต่แล้วไง >>>  5555+ มันก็ยังคว้าอะไรมาไม่ได้สักอย่าง ....เพราะอะไร >>> 

*****(อนุญาติให้คุณครุ่นคิดให้จงหนัก ... เท่าไรก็ได้ ตามแต่ชีวิตที่ผันผ่านมา)
    
เพราะนั้นคือชีวิตคุณที่ต่างจากผม ...แต่ในส่วนของผม

ในขณะที่เพื่อนๆร่ำเรียนอย่างคร่ำเคร่ง ....เราล่ะ>>> ??? 
ในขณะที่เพื่อนๆทำงานส่งอาจารษ์ ....เราล่ะ>>> ???
 แล้วในขณะที่เพื่อนกำลังจะจบล่ะ .... เราล่ะ>>> ???

เพราะในขณะที่เพื่อนๆเขาทำตามหน้าที่ผมก็กำลังคร่ำเคร่งทำตามใจอยู่

     ***** แล้วคุณว่าถ้าสังคมนี้ ... เกิดเป็นไปตามใจของแต่ล่ะคนมันจะเป็นอย่างไร ?????